TPAT3 พาร์ตความถนัดสอบอะไรบ้าง ตัวอย่างโจทย์พร้อมเฉลย
Key Takeaways
ข้อสอบ TPAT3 เป็นเกณฑ์สำคัญในการยื่นเข้าคณะสายวิทย์และเทคโนโลยี โดยคะแนนกว่า 60% จะอยู่ที่พาร์ตการทดสอบความถนัด (45 ข้อ) ซึ่งประกอบด้วยด้านตัวเลข มิติสัมพันธ์ เชิงกล และฟิสิกส์ประยุกต์ หัวใจสำคัญของการคว้าคะแนนท็อปในสนามนี้ไม่ใช่การจำสูตรลัดที่ซับซ้อน แต่คือการฝึกไหวพริบ ตรรกะการมองภาพ และการบริหารเวลาอย่างแม่นยำ การเก็งทิศทางจากแนวข้อสอบเก่าควบคู่กับการจดบันทึกข้อผิดพลาด จึงเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยลดความกดดันและอัปคะแนนให้ติดคณะในฝันได้สำเร็จ
Table of Content
- TPAT3 คืออะไร ?
- TPAT 3 สอบอะไรบ้าง มีกี่พาร์ต ?
- เจาะลึก 3 ด้านหลักในพาร์ตความถนัด TPAT3
- ตัวอย่างโจทย์พาร์ตความถนัด TPAT3 ที่มักออกสอบบ่อย
- 4 เทคนิคติว TPAT3 ให้คะแนนพุ่งทะลุเป้า
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติวสอบ TPAT3 (FAQs)
สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเล็งคณะในฝันกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ ด่านสำคัญของการสอบในระบบ TCAS ที่มองข้ามไม่ได้คือ TPAT3 (ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์) เนื่องจากเป็นวิชาที่ใช้สัดส่วนคะแนนยื่นเข้ามหาวิทยาลัยค่อนข้างสูง
ทว่า รูปแบบข้อสอบกลับไม่ได้เน้นแค่การท่องจำ แต่เป็นการทดสอบตรรกะ เชาวน์ปัญญา และการคิดวิเคราะห์ภายใต้เวลาที่จำกัด และเพื่อช่วยให้น้อง ๆ เห็นภาพรวมของการสอบมากขึ้น พี่ ๆ จึงอยากจะมาสรุปโครงสร้างของแนวข้อสอบ TPAT 3 พร้อมตัวอย่างโจทย์จริงและเทคนิคการเตรียมตัว เพื่อช่วยให้น้อง ๆ วางแผนคว้าคะแนนท็อปได้อย่างมั่นใจ
TPAT3 คืออะไร ?
TPAT3 คือ ข้อสอบวัดความถนัดเฉพาะทางสำหรับนักเรียนที่ต้องการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยกลุ่มคณะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ โดยตัวข้อสอบจะเน้นการวัดไหวพริบ การคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ และทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก เพื่อดูความพร้อมในการเรียนต่อในสายงานวิทย์ประยุกต์
TPAT 3 สอบอะไรบ้าง มีกี่พาร์ต ?
ข้อสอบฉบับนี้มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ให้เวลาทำรวม 180 นาที (3 ชั่วโมง) โดยโครงสร้างของข้อสอบทั้งหมด 70 ข้อ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 พาร์ตใหญ่ ซึ่งมีรูปแบบข้อสอบ เกณฑ์คะแนน และการบริหารเวลาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
พาร์ตที่ 1 : การทดสอบความถนัด (Aptitude Test) 45 ข้อ (60 คะแนน)
- เจาะลึกเนื้อหา : แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ด้านละ 15 ข้อเท่า ๆ กัน คือ ความถนัดด้านตัวเลข ความถนัดด้านมิติสัมพันธ์ และความถนัดด้านเชิงกลและฟิสิกส์ ม.ปลาย (พาร์ตนี้คือหัวใจหลักที่บทความนี้จะพาไปเจาะลึก)
- รูปแบบข้อสอบ : เป็นข้อสอบปรนัย 5 ตัวเลือก
- สัดส่วนคะแนน : เฉลี่ยข้อละ 1.33 คะแนน
- การบริหารเวลา : พาร์ตนี้เน้นการคำนวณและวิเคราะห์เชิงลึก เมื่อเฉลี่ยเวลาแล้ว น้อง ๆ จะมีเวลาทำเพียงข้อละประมาณ 2 นาที 30 วินาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างกดดันอย่างมากหากไม่ได้ฝึกซ้อมมาก่อน
พาร์ตที่ 2 : การทดสอบความคิดและความสนใจ 25 ข้อ (40 คะแนน)
- เจาะลึกเนื้อหา : ออกสอบเกี่ยวกับทัศนคติ ความคิดเชิงประยุกต์ ความรู้รอบตัวในวงการวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงข่าวสารความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ในปัจจุบัน
- รูปแบบข้อสอบ : เป็นข้อสอบบรรยายและคิดวิเคราะห์เชิงสังคม-เทคโนโลยี
- สัดส่วนคะแนน : เฉลี่ยข้อละ 1.6 คะแนน (คะแนนต่อข้อสูงกว่าพาร์ตแรก)

เจาะลึก 3 ด้านหลักในพาร์ตความถนัด TPAT3
ในพาร์ตการทดสอบความถนัด 45 ข้อ (60 คะแนน) จะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ดังนี้
ด้านที่ 1 : ความถนัดด้านตัวเลข 15 ข้อ
เป็นการนำคณิตศาสตร์พื้นฐาน ม.ต้น และ ม.ปลาย มาประยุกต์ร่วมกับตรรกศาสตร์และเชาวน์ปัญญา ตัวข้อสอบไม่ได้เน้นสูตรคำนวณยาว ๆ แต่เน้นการมองความสัมพันธ์ให้ออก หัวข้อเด่นที่ออกสอบบ่อย เช่น
- แนวรูปแบบตัวเลข (Number Series) : การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์และตรรกะที่ซ่อนอยู่ในอนุกรมตัวเลขเพื่อเติมตำแหน่งที่หายไป
- แนวการดำเนินการ (Operators) : การถอดรหัสสัญลักษณ์คณิตศาสตร์พิเศษ เพื่อหาแกนสมการหลักแล้วนำหลักการนั้นไปคำนวณหาคำตอบของตัวเลขชุดใหม่ที่โจทย์ต้องการ
- แนวโจทย์ปัญหา (Word Problems) : โจทย์ปัญหาเชาวน์ประยุกต์จากชีวิตประจำวัน เช่น ตรรกศาสตร์เรื่องเวลา อัตราเร็ว ความน่าจะเป็นอย่างง่าย หรือการหมุนของเข็มนาฬิกา
ด้านที่ 2 : ความถนัดด้านมิติสัมพันธ์ 15 ข้อ
ข้อสอบส่วนนี้แตกต่างจากภาพมิติสัมพันธ์ในวิชา TGAT2 อย่างสิ้นเชิง โจทย์ใน TPAT3 จะมีความซับซ้อน หลากหลาย และไม่มีแพตเทิร์นตายตัว เน้นทดสอบทักษะการจินตนาการรูปทรงเรขาคณิตและการหมุนวัตถุในความคิด เช่น
- แนวประยุกต์การแปลงทางเรขาคณิต : การหมุนภาพ การสะท้อนกระจก หรือการเลื่อนขนานของรูปทรงสองมิติและสามมิติ
- แนวการมองภาพฉาย (Orthographic Projections) : การวิเคราะห์มุมมองวัตถุ 3 มิติ เพื่อมองให้ออกเป็นภาพ 2 มิติ ในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นมุมมองด้านหน้า (Front View) ด้านข้าง (Side View) หรือด้านบน (Top View)
- แนวพับกระดาษและเจาะรู : การจินตนาการผลลัพธ์และตำแหน่งของรูบนแผ่นกระดาษหลังจากคลี่ออกมา
- แนวอุปมาอุปไมยภาพ : วิเคราะห์ความสัมพันธ์และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของรูปภาพต้นแบบ เพื่อหาแนวโน้มไปเลือกรูปถัดไปที่ถูกต้อง
ด้านที่ 3 : ความถนัดด้านเชิงกลและด้านฟิสิกส์ 15 ข้อ
เป็นการวัดทักษะพื้นฐานความรู้ทางกลศาสตร์ประยุกต์และวิทยาศาสตร์กายภาพเพื่อดูแววความเป็นวิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์
- ความถนัดเชิงกล (Mechanical Reasoning) : เน้นหลักการทำงานของเครื่องกลผ่อนแรง เช่น ระบบรอก คานดีดคานงัด ล้อและเพลา พื้นเอียง ลิ่ม และสกรู โดยโจทย์จะถามถึงทิศทางการเคลื่อนที่ ความได้เปรียบเชิงกล หรือการรักษาสมดุลของระบบ
- ความถนัดทางฟิสิกส์ (Physics Aptitude) : เน้นเนื้อหาฟิสิกส์ ม.ปลาย คือ กลศาสตร์ ไฟฟ้า และสมบัติของสสาร โดยโจทย์มักจะเป็นแนวเชิงบรรยายให้เปรียบเทียบแนวโน้มความสัมพันธ์ของปริมาณต่าง ๆ เช่น ถ้าเพิ่มปริมาณนี้ อีกปริมาณจะเป็นอย่างไร ตัวข้อสอบจะซับซ้อนน้อยกว่าข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์ และใช้เวลาคิดสั้นกว่า
ตัวอย่างโจทย์พาร์ตความถนัด TPAT3 ที่มักออกสอบบ่อย
1. ตัวอย่างโจทย์ด้านตัวเลข TPAT3 ปี 69
โจทย์
5 , 8 , 12 , 18 , 24 , 30 , ... ตัวเลขตัวต่อไปมีค่าเท่ากับเท่าใด ?
แนวทางหาคำตอบ
หลักการของลำดับตัวเลขชุดนี้คือ ลำดับที่โจทย์ให้มาเกิดจาก จำนวนเฉพาะที่อยู่ติดกันบวกกัน โดยเราจะเริ่มต้นทบทวนกลุ่มจำนวนเฉพาะกันก่อน ซึ่งได้แก่ 2, 3, 5, 7, 11, 13, 17, 19, 23, 29, 31, ... เมื่อเรานำจำนวนเฉพาะเหล่านี้มาจับคู่บวกกันทีละคู่ตามลำดับ จะได้ตัวเลขที่ตรงกับโจทย์ทันที ดังนี้
- จำนวนเฉพาะคู่ที่หนึ่งคือ 2 + 3 ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 5 (ตรงกับเลขตัวแรกของโจทย์)
- จำนวนเฉพาะคู่ถัดมาคือ 3 + 5 ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 8 (ตรงกับเลขตัวที่สองของโจทย์)
- จำนวนเฉพาะคู่ถัดมาคือ 5 + 7 ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 12 (ตรงกับเลขตัวที่สามของโจทย์)
- จำนวนเฉพาะคู่ถัดมาคือ 7 + 11 ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 18 (ตรงกับเลขตัวที่สี่ของโจทย์)
- จำนวนเฉพาะคู่ถัดมาคือ 11 + 13 ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 24 (ตรงกับเลขตัวที่ห้าของโจทย์)
- จำนวนเฉพาะคู่ถัดมาคือ 13 + 17 ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 30 (ตรงกับเลขตัวที่หกของโจทย์)
จุดที่โจทย์ถาม
ตัวเลขตัวต่อไปในช่องว่างคืออะไร ?
- เมื่อไล่ตามแพตเทิร์นด้านบนอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขลำดับถัดไปจะต้องเกิดจากจำนวนเฉพาะคู่ถัดไปมาบวกกัน นั่นคือ 17 + 19
- เมื่อนำ 17 มาบวกกับ 19 จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 36 พอดี
เฉลยคำตอบ : 36
2. ตัวอย่างโจทย์ด้านมิติสัมพันธ์ TPAT3 ปี 67
โจทย์
ภาพใดต่างจากพวก ?

แนวทางหาคำตอบ
หลักการคือการจินตนาการม้วนพับภาพคลี่ 2 มิติกลับมาเป็นรูปทรง 3 มิติ ซึ่งรูปส่วนใหญ่จะสามารถประกอบเป็นทรงตันได้สนิทพอดี มีเพียงรูปเดียวที่พับแล้วฝาซ้อนทับกันจนเกิดช่องโหว่
- รูป ก, ข, ค, จ : ทุกรูปสามารถพับตามรอยต่อแล้วประกอบเข้ามุมเป็นรูปทรง 3 มิติได้สนิทพอดี เช่น พีระมิด ปริซึม ลูกบาศก์
- รูป ง : เมื่อลองจินตนาการพับตามรอยต่อ แผ่นสามเหลี่ยมที่เป็นปีกด้านบนและด้านล่างจะพับลงมาชนทับซ้อนกันเองที่ฝั่งเดียว ทำให้รูปทรงปิดล้อมไม่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า ปิดฝาไม่สนิท
เฉลยคำตอบ : ตอบข้อ ง
3. ตัวอย่างโจทย์ด้านเชิงกลและฟิสิกส์
โจทย์
กะลาสีเรือ ปล่อยลูกเหล็กลูกหนึ่งจากยอดของเสาเรือตรง โดยขณะที่ปล่อยลูกเหล็ก เรือแล่นด้วยความเร็วคงที่ตรงไปทางด้านหน้า ลูกเหล็กควรจะตกที่บริเวณใด ?

- ตัวเลือก 1 : บริเวณห่างไปทางด้านหน้าของเสาเรือ
- ตัวเลือก 2 : บริเวณห่างไปทางด้านหลังของเสาเรือ
- ตัวเลือก 3 : บริเวณฐานเสาเรือ
- ตัวเลือก 4 : บริเวณห่างไปทางด้านขวาของเสาเรือ
- ตัวเลือก 5 : บริเวณห่างไปทางด้านซ้ายของเสาเรือ
แนวทางหาคำตอบ
หลักการคือการแยกพิจารณาการเคลื่อนที่ของลูกเหล็กออกเป็น 2 แนวตามหลักฟิสิกส์พื้นฐาน เพื่อดูตำแหน่งการตกเมื่อเทียบกับเรือ
- ในแนวราบ (แนวนอน) : เนื่องจากลูกเหล็กอยู่บนยอดเสาเรือที่กำลังวิ่งอยู่ ตอนปล่อยลูกเหล็กจึงมี "ความเร็วต้นในแนวราบ" เท่ากับความเร็วของเรือ ทำให้ทั้งคู่ขยับไปข้างหน้าพร้อมกันและได้ระยะทางแนวนอนเท่ากันตลอดเวลา
- ในแนวดิ่ง (แนวตั้ง) : เมื่อถูกปล่อย ลูกเหล็กจะร่วงลงมาตรง ๆ ตามแรงโน้มถ่วงของโลก
สรุป : เมื่อลูกเหล็กขยับไปข้างหน้าพร้อมเรือตลอดเวลาในแนวราบ ควบคู่กับการร่วงลงมาในแนวดิ่ง กะลาสีเรือที่อยู่บนเรือจึงจะมองเห็นลูกเหล็กตกลงมาตรง ๆ กระทบที่ฐานเสาพอดี
เฉลยคำตอบ: ตัวเลือก 3 บริเวณฐานเสาเรือ
4. ตัวอย่างโจทย์ด้านเชิงกลและฟิสิกส์ (การตั้งสมมติฐาน)
โจทย์
ขวดพลาสติกใบหนึ่ง บรรจุน้ำไว้เต็ม เปิดฝาขวดออก และนำเข็มเล่มหนึ่งมาเจาะรูที่ด้านข้างขวดบริเวณที่มีน้ำจะพบว่ามีน้ำพุ่งออกมาจากรูที่เจาะไว้ ถ้าสนใจทำการเจาะรูที่ระดับความลึกต่างกัน น้ำจะพุ่งไปได้ไกลเท่ากันหรือไม่ ควรตั้งสมมติฐานอย่างไร ?
- ตัวเลือก 1 : ที่ระดับความลึกจากผิวหน้าของน้ำแตกต่างกัน น้ำจะพุ่งไปได้ไกลไม่เท่ากัน
- ตัวเลือก 2 : ของเหลวต่างชนิดกันจะพุ่งได้ไกลไม่เท่ากัน
- ตัวเลือก 3 : ยิ่งลึกลงไปน้ำยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น
- ตัวเลือก 4 : ขนาดของรูที่เจาะจะทำให้น้ำพุ่งไปได้ไกลไม่เท่ากัน
- ตัวเลือก 5 : ขนาดของขวดพลาสติกมีผลต่อระยะทางที่น้ำพุ่งไป
แนวทางหาคำตอบ
หลักการตั้งสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ ต้องเขียนเชื่อมโยงระหว่าง "สิ่งที่เราเปลี่ยนเพื่อทดลอง" (ตัวแปรต้น) กับ "ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการวัด" (ตัวแปรตาม) ซึ่งโจทย์ข้อนี้ระบุชัดเจนว่าต้องการศึกษาเรื่องระดับความลึกที่ต่างกัน เพื่อดูผลลัพธ์คือ "ระยะทางที่น้ำพุ่งไปได้ไกล" เราจึงใช้วิธีตัดชอยส์ได้ดังนี้
- ตัดตัวเลือก 2, 4, 5 : ออกได้ทันที เพราะของเหลว (น้ำชนิดเดิม) ขนาดรู (เข็มเล่มเดิม) และขนาดขวด ต่างเป็นปัจจัยที่เราต้องควบคุมให้คงที่ตลอดการทดลอง ไม่ใช่สิ่งที่เราเปลี่ยน
- ตัดตัวเลือก 3 : ออกเช่นกัน เพราะตัวเลือกนี้สรุปผลไปที่ "น้ำหนักของน้ำ" แต่สิ่งที่การทดลองนี้สนใจจะวัดจริง ๆ คือ "ระยะทางที่น้ำพุ่งไปได้ไกล" ตัวเลือกนี้จึงหลุดประเด็นและไม่ตรงกับสิ่งที่จะทดลอง
สรุป: ตัวเลือก 1 จึงเป็นสมมติฐานที่ถูกต้องที่สุด เพราะหยิบสิ่งที่โจทย์ต้องการทดลอง (ความลึก) และผลลัพธ์ที่ต้องการวัด (ระยะทางที่พุ่งไกล) มาเขียนคู่กันได้อย่างตรงจุด
เฉลยคำตอบ: ตอบตัวเลือก 1 ที่ระดับความลึกจากผิวหน้าของน้ำแตกต่างกัน น้ำจะพุ่งไปได้ไกลไม่เท่ากัน
4 เทคนิคติว TPAT3 ให้คะแนนพุ่งทะลุเป้า
หลังจากที่ได้เห็นแนวโจทย์จริงกันไปแล้ว ด่านต่อไปคือการวางแผนเตรียมตัวเพื่อให้ทำข้อสอบได้ทันเวลาและได้คะแนนสูงสุด ซึ่งพี่ ๆ Applied Physics สรุปเทคนิคสำคัญมาให้ 4 ข้อ ดังนี้
1. เช็กแนวข้อสอบเพื่อสโคปเนื้อหา
ข้อสอบพาร์ตความถนัดสามารถออกได้กว้างมาก การเข้าไปเช็กแนวข้อสอบและบทเรียนฟิสิกส์ ม.ปลาย ที่มักนำมาออกสอบ เช่น กลศาสตร์ ไฟฟ้า และสมบัติของสสาร จะช่วยให้น้อง ๆ จับประเด็นสำคัญได้ตรงจุด ไม่เสียเวลาอ่านเรื่องที่ไม่ออกสอบ และช่วยบริหารเวลาในการเตรียมตัวได้ดีขึ้น
2. ฝึกทำโจทย์หลายรูปแบบเพื่อสร้างความคุ้นเคย
โจทย์พาร์ตตัวเลขและมิติสัมพันธ์ถึงแม้จะดูคล้ายกัน แต่วิธีคิดในแต่ละข้ออาจต่างกันโดยสิ้นเชิง การฝึกทำโจทย์หลาย ๆ แนวจากต่างประเทศ รวมถึงข้อสอบ PAT3 ระบบเก่าในหัวข้อที่ตรงกับปัจจุบัน จะช่วยให้น้อง ๆ เห็นมุมมองในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย และคิดหาคำตอบได้เร็วขึ้น
3. จำลองการสอบด้วยการจับเวลาจริง
เมื่อเนื้อหาเริ่มแน่นแล้ว พี่ ๆ แนะนำว่าให้หาข้อสอบชุดรวมมาลองนั่งทำ และที่สำคัญคือต้องจับเวลา 180 นาทีเต็ม เพื่อให้ร่างกายและสมองคุ้นชินกับสภาวะความกดดันเรื่องเวลา จะได้ไม่ตื่นสนามในวันจริง
4. จดบันทึกข้อผิดพลาด
ทุกครั้งหลังทำข้อสอบเสร็จ ควรจดบันทึกไว้ว่าเราทำพลาดตรงไหน หรือทำพาร์ตไหนไม่ทัน เพื่ออุดรอยรั่วและลดข้อผิดพลาดเมื่อเจอข้อสอบจริง นอกจากนี้ ยังช่วยให้น้อง ๆ สังเกตเห็นจุดเด่นของตัวเองว่าถนัดพาร์ตไหนมากที่สุด เพื่อจะได้วางแผนเลือกทำพาร์ตที่ถนัดก่อน

สำหรับน้อง ๆ คนไหนที่ลองศึกษาแนวข้อสอบ TPAT 3 ด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก มืดแปดด้านกับการมองภาพมิติสัมพันธ์ หรือยังสับสนกับการวิเคราะห์วงจรไฟฟ้าเชิงบรรยาย ที่ Applied Physics มีคอร์สติว TPAT3 ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะลึกเนื้อหาและแนวข้อสอบอย่างตรงจุด
คอร์สนี้สอนโดยติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดสูตรลัด ทริกการมองภาพ และวิธีตัดชอยส์ให้ทำข้อสอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทลายกำแพงเรื่องเวลาทำไม่ทัน ช่วยให้น้อง ๆ พร้อมทำคะแนนเพื่อยื่นเข้าคณะในฝันได้อย่างที่ตั้งใจ มาร่วมก้าวแรกสู่ความสำเร็จและเตรียมความพร้อมไปกับพวกเราได้แล้ววันนี้
สามารถดูรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่
- โทร: 02-3060867, 02-3060868, 02-3060869 และ 085-4925599
- LINE: @appliedphysics (มี @ ด้วยนะ)
ข้อมูลอ้างอิง
- โครงสร้างข้อสอบและตัวอย่างข้อสอบ TPAT3 30 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 จาก https://www.mytcas.com/blueprint/tpat3-30/
- TCAS69 ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2569. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 จาก https://www.mytcas.com/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติวสอบ TPAT3 (FAQs)
Q: ข้อสอบ TPAT3 พาร์ตที่ 1 และพาร์ตที่ 2 ต้องทำแยกกันหรือแจกข้อสอบพร้อมกันทีเดียว ?
A: ข้อสอบจะแจกพร้อมกันทีเดียวทั้งฉบับ น้อง ๆ สามารถแบ่งเวลาและเลือกทำพาร์ตใดก่อนก็ได้ภายในเวลา 180 นาที
Q: ถ้าไม่ได้อยากเข้าวิศวะ คณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพหรือเทคโนโลยีจำเป็นต้องสอบ TPAT3 ไหม ?
A: จำเป็นในบางสาขา เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือโลจิสติกส์ ควรเช็กเกณฑ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นหลัก
Q: ข้อสอบ TPAT3 พาร์ตฟิสิกส์มีสูตรคำนวณซับซ้อนเหมือนข้อสอบ A-Level ฟิสิกส์หรือไม่ ?
A: ไม่ซับซ้อนเท่า ข้อสอบ TPAT3 จะเน้นการวิเคราะห์เชิงบรรยายและความสัมพันธ์ของปริมาณต่าง ๆ เป็นหลัก คล้ายฟิสิกส์ประยุกต์พื้นฐาน
