เมคคาทรอนิกส์เรียนเกี่ยวกับอะไร จบมาทำอาชีพอะไรได้บ้าง ? | Applied Physics
  กลับสู่หน้าบทความ

วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์คืออะไร เรียนจบมาทำงานอะไรได้บ้าง ?

 26 ธันวาคม 2568 09:50:17



ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอัจฉริยะเข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม ทำให้การเรียนในสาขาวิชาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ได้รับความสนใจไปด้วย เนื่องจากการเรียนรู้ด้าน
วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์คือการเรียนที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ในสายการผลิต แขนกลประกอบชิ้นส่วน รถ AGV ในคลังสินค้า ไปจนถึงหุ่นยนต์ชงชานมไข่มุก ที่ทุกอย่างทำงานได้อย่างแม่นยำโดยแทบไม่ต้องมีคนควบคุม
เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือศาสตร์ เมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics Engineering) ที่รวมความรู้ด้านเครื่องกล ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และการเขียนโปรแกรมควบเข้าด้วยกัน น้อง ๆ ที่ชอบประกอบของเล่นเซนเซอร์ และสร้างหุ่นยนต์ด้วยตัวเอง อาจสนใจในสาขาวิชานี้ บทความนี้จะพาน้อง ๆ ไปทำความรู้จักว่า เมคคาทรอนิกส์เรียนเกี่ยวกับอะไร จบไปแล้วสามารถทำงานในสายใดได้บ้าง พร้อมแนะนำคอร์สติว TPAT3 จาก Applied Physics ที่ช่วยปูพื้นความรู้ด้านฟิสิกส์และเทคโนโลยี เพื่อเตรียมตัวสู่สายวิศวกรรมอย่างมั่นใจ

Table of Contents:

วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์คืออะไร ?

วิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ คือสาขาวิชาที่ผสานความรู้จาก 3 วิศวกรรมหลักเข้าด้วยกัน เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบอัจฉริยะ (Intelligent Systems) ทำให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อัตโนมัติ มีความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพสูง
สาขาหลักประกอบด้วย

  1. วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering) : เน้นการออกแบบโครงสร้าง กลไกการเคลื่อนไหว (Kinematics & Dynamics) และการวิเคราะห์แรง (Stress & Strain) รวมถึงวัสดุศาสตร์ที่ใช้ในเครื่องจักรและหุ่นยนต์
  2. วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical & Electronics Engineering) : ออกแบบวงจรไฟฟ้ากำลัง และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การเลือกใช้อุปกรณ์ขับเคลื่อน เช่น มอเตอร์และเซนเซอร์
  3. วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และการควบคุม (Computer & Control Systems) : เขียนโปรแกรมควบคุม การออกแบบอัลกอริทึม การใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Microcontroller) หรือ PLC (Programmable Logic Controller) เพื่อสั่งการและปรับตัวให้ระบบทำงานตามที่ต้องการ

เมคคาทรอนิกส์ เรียนเกี่ยวกับอะไร ? เจาะลึกวิชาเรียน !

สำหรับน้อง ๆ ที่อยากรู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง นี่คือภาพรวมแบบจัดเต็มของวิชาหลักในสาขานี้

1. ด้านเครื่องกล (Mechanical Engineering)

น้อง ๆ จะได้เรียนพื้นฐานที่จำเป็นต่อการสร้างกลไกและโครงสร้าง เช่น

  • กลศาสตร์วิศวกรรม (Engineering Mechanics) : การวิเคราะห์แรงและการเคลื่อนที่ของวัตถุ
  • การออกแบบเครื่องกล (Machine Design) : การออกแบบชิ้นส่วนและกลไก เช่น เกียร์ เพลา ข้อต่อ
  • วัสดุวิศวกรรม (Engineering Materials) : การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับงาน
  • การเขียนแบบวิศวกรรม (Engineering Drawing) : เพื่อใช้ในการสื่อสารและผลิตชิ้นส่วน

โดยจะได้เรียนตั้งแต่ทฤษฎีไปจนถึงการเขียนแบบ 3D CAD เช่น SolidWorks, Fusion 360 และการทดลองในแล็บอย่างการทดสอบแรงดึง-แรงอัด

2. ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical & Electronics)

หัวใจสำคัญที่ทำให้เครื่องจักรมีชีวิต ได้แก่

  • วงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electric Circuits & Electronics) : การวิเคราะห์และออกแบบวงจรพื้นฐาน
  • เซนเซอร์และทรานสดิวเซอร์ (Sensors & Transducers) : การเรียนรู้การทำงานของอุปกรณ์รับรู้ เช่น เซนเซอร์วัดระยะทาง อุณหภูมิ แสง เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
  • เครื่องจักรกลไฟฟ้า (Electrical Machines) : การทำความเข้าใจการทำงานของมอเตอร์ประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน (Actuators)
  • ระบบกำลังและระบบขับเคลื่อน (Power Systems & Drives) : การจัดการพลังงานและการควบคุมความเร็ว/แรงบิดของมอเตอร์

วิชาในกลุ่มนี้จะทำให้น้อง ๆ เข้าใจว่าหุ่นยนต์สามารถ “รับรู้สภาพแวดล้อม” ได้อย่างไร

3. ด้านระบบควบคุมและคอมพิวเตอร์ (Control Systems & Computer)

วิชาเหล่านี้คือส่วนที่ทำให้ระบบมีความชาญฉลาดและทำงานได้ตามโปรแกรม

  • การเขียนโปรแกรมสำหรับงานวิศวกรรม (Programming for Engineering) : มักจะเริ่มจากภาษาพื้นฐานอย่าง C/C++, Python หรือภาษาที่ใช้ใน Microcontroller
  • ระบบควบคุม (Control Systems) : เป็นวิชาหลักที่สอนการออกแบบและวิเคราะห์ระบบควบคุมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ เช่น PID Controller
  • ไมโครคอนโทรลเลอร์และระบบฝังตัว (Microcontrollers & Embedded Systems) : การเรียนรู้การใช้ชิปขนาดเล็กเพื่อสั่งการและควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ (หัวใจของการสร้างหุ่นยนต์หรือ IoT)
  • การประมวลผลภาพ (Image Processing) หรือ ปัญญาประดิษฐ์เบื้องต้น (Introduction to AI) : ซึ่งจะเริ่มมีบทบาทในการทำให้หุ่นยนต์สามารถ "มองเห็น" และ "ตัดสินใจ" ได้

บรรยากาศการเรียนเป็นยังไง เครียดไหม ?

สำหรับการเรียนในสาขานี้ คงต้องบอกว่า “เหนื่อยแต่สนุกมาก” เพราะจะเน้นการเรียนแบบลงมือปฏิบัติ น้อง ๆ จะไม่ได้นั่งฟังเลคเชอร์อย่างเดียว แต่จะได้เข้าแล็บแทบทุกสัปดาห์เพื่อเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น การประกอบหุ่นยนต์เดินอัตโนมัติ การเขียนโปรแกรมควบคุมแขนกล การทดลองเซนเซอร์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงการทำโปรเจกต์จริง เช่น การสร้างสรรค์และออกแบบหุ่นยนต์เลี่ยงสิ่งกีดขวาง หรือระบบรดน้ำอัตโนมัติ

อีกทั้งบรรยากาศในการเรียนยังจะเต็มไปด้วยการทดลอง ทำให้น้อง ๆ รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และทำงานเป็นทีม เป็นสาขาที่เหมาะกับคนชอบแกะ ชอบลอง ชอบคิดแบบวิศวกรรม 


เรียนเมคคาทรอนิกส์ จบมาทำอาชีพอะไรได้บ้าง ?

จบสาขานี้สามารถทำงานได้หลากหลาย เพราะมีทักษะครบทั้งด้านกลไก ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์

1. วิศวกรระบบอัตโนมัติ (Automation Engineer)

  • หน้าที่หลัก : ออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ความรู้ด้าน PLC, HMI, Sensor และ Robot เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
  • สถานที่ทำงาน : โรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม

2. วิศวกรหุ่นยนต์ (Robotics Engineer)

  • หน้าที่หลัก : ออกแบบ สร้าง และตั้งโปรแกรมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Industrial Robot) หรือหุ่นยนต์บริการ (Service Robot) เพื่อให้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น การหยิบจับ การเชื่อม การพ่นสี หรือการบริการในร้านอาหาร
  • สถานที่ทำงาน : บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา

3. วิศวกรเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics Engineer)

  • หน้าที่หลัก : ทำงานในบทบาทที่ต้องเชื่อมโยงความรู้ทั้ง 3 ศาสตร์เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ (เช่น เครื่องมือแพทย์อัจฉริยะ, โดรน) ไปจนถึงการแก้ปัญหาระบบที่ซับซ้อน
  • สถานที่ทำงาน : บริษัทเทคโนโลยี, R&D Department

4. วิศวกรซ่อมบำรุง (Maintenance Engineer)

  • หน้าที่หลัก : ดูแลและซ่อมแซมเครื่องจักร รวมถึงระบบอัตโนมัติที่ใช้งานอยู่ในโรงงาน ซึ่งจะต้องมีความรู้ในการวิเคราะห์ปัญหาทั้งจากส่วนเครื่องกล, ระบบไฟฟ้า และโปรแกรมควบคุม
  • สถานที่ทำงาน : ทุกโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

5. นักพัฒนาระบบ IoT และ AI (IoT & AI Developer)

  • หน้าที่หลัก : นำความรู้ด้าน Microcontroller และการเขียนโปรแกรมมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (IoT) หรือพัฒนาระบบที่ใช้ AI ในการควบคุมและตัดสินใจ
  • สถานที่ทำงาน : บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี, บริษัทโทรคมนาคม

ทำไมต้องเรียนตอนนี้ อนาคตเป็นอย่างไร ?

ตอนนี้ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อย่างหนัก ภาคอุตสาหกรรมต้องการคนที่เป็น "Multi-skill" คือรู้รอบด้าน ที่สามารถคุยกับฝ่ายเครื่องกลก็รู้เรื่อง คุยกับฝ่ายไฟฟ้าก็เข้าใจ เขียนโปรแกรมก็ได้ ซึ่งเด็กเมคคาทรอนิกส์คือคำตอบ
อีกทั้งเทรนด์ในอนาคตที่อย่าง รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles), คลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) หรือแม้แต่เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ล้วนต้องพึ่งพาความรู้จากวิศวกรเมคคาทรอนิกส์ทั้งสิ้น สาขานี้จึงมีความมั่นคงสูง รายได้ดี และมีโอกาสเติบโตอย่างไม่จำกัด

อยากเป็น “วิศวกรเมคคาทรอนิกส์” ต้องเริ่มจากสอบติดคณะวิศวกรรม !

เส้นทางสู่การเรียนด้านเมคคาทรอนิกส์ไม่ได้วัดกันที่ฝีมือทำหุ่นยนต์อย่างเดียว แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสนาม TPAT 3 (ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์) ซึ่งเป็นด่านสำคัญของสายวิศวะ
ถ้าน้อง ๆ อยากสอบติดแบบมั่นใจ แนะนำให้เตรียมตัวกับคอร์สติวเข้ม TPAT 3 จาก Applied Physics ที่เจาะลึกเนื้อหาเฉพาะทางสำหรับสายวิศวะโดยตรง ซึ่งในคลาสนี้ได้รวบรวมโจทย์ที่ท้าทาย ครอบคลุมทั้งมิติสัมพันธ์ เชาวน์ปัญญา และความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรม สอนโดยติวเตอร์มืออาชีพที่จะช่วยเปลี่ยนเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่าย พร้อมเทคนิคการทำข้อสอบให้แม่นและทันเวลา น้อง ๆ สามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบคอร์สสดและออนไลน์ผ่านแอปฯ AP Classroom ที่สะดวก ทบทวนได้ทุกที่ทุกเวลา
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่
โทร: 02-3060867, 02-3060868, 02-3060869, 085-4925599 

LINE: @appliedphysics (มี @ ด้วยนะ)


ข้อมูลอ้างอิง

loading
loading
เพิ่มในตะกร้าแล้ว
×
ชื่อคอร์ส
ราคา บาท
Line OA @appliedphysics