คณะสหเวชศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร จบไปทำงานอะไรได้บ้าง ? | Applied Physics
  กลับสู่หน้าบทความ

คณะสหเวชศาสตร์คืออะไร ? รู้ข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจเรียน

 03 เมษายน 2569 12:02:06

Key Takeaway 

คณะสหเวชศาสตร์คือการเรียนรู้วิชาชีพเฉพาะทางด้านสุขภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็น "ทีมสนับสนุนทางการแพทย์" ที่ขาดไม่ได้ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาช่วยในการวินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และป้องกันโรค มีโครงสร้างหลักสูตร 4 ปี ที่เริ่มจากการปูพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์-เคมี-ชีวะ) สู่การปฏิบัติการในห้องที่แล็บเข้มข้นและการฝึกงานในโรงพยาบาล คณะนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบชีววิทยาและร่างกายมนุษย์ และอยากทำงานสายสุขภาพที่มั่นคงแต่มีความกดดันต่างจากแพทย์ จบแล้วสามารถสอบใบประกอบวิชาชีพเพื่อทำงานได้หลากหลายสาขา ทั้งนักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ หรือนักรังสีเทคนิค ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน

Table of Content


กลุ่มนักเรียนกำลังปรึกษากันว่าสหเวชศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร

เชื่อว่าน้อง ๆ หลายคนมีความฝันอยากทำงานในโรงพยาบาล อยากช่วยเหลือผู้ป่วย แต่เมื่อพูดถึงการเป็น "หมอ" หรือ "พยาบาล" อาจจะรู้สึกว่ายังไม่ใช่ทางของเราซะทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการแข่งขันที่สูงลิ่ว หรือรูปแบบงานที่อาจยังไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ บทความนี้เลยอยากจะพาน้อง ๆ มาทำความรู้จักกับอีกหนึ่ง “ฮีโร่สายสุขภาพ” ที่ขาดไม่ได้เลยในระบบสาธารณสุข นั่นก็คือ “คณะสหเวชศาสตร์” (Faculty of Allied Health Sciences) โดยจะย่อยข้อมูลที่น้อง ๆ ควรรู้มาให้แบบครบรอบด้าน ว่าสหเวชศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร มีสาขาอะไรบ้าง พร้อมเส้นทางอาชีพหลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าอ่านจบแล้วน้อง ๆ รู้สึกว่าคณะนี้ใช่กับเราก็สามารถสมัครคอร์ส TPAT1 ความถนัดแพทย์ เพื่อช่วยเพิ่มคะแนนที่ใช้ยื่นได้เลย

สหเวชศาสตร์คือใครในโรงพยาบาล ?

ก่อนอื่นเรามาเคลียร์ความเข้าใจกันก่อน เพราะบางคนได้ยินชื่อ “สหเวชฯ” แล้วงงว่าคืออะไร ? หากอธิบายแบบเห็นภาพง่าย ๆ สหเวชศาสตร์ คือกลุ่มวิชาชีพทางด้านสุขภาพที่นำเอาความรู้เฉพาะทาง ทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีขั้นสูง มาช่วยในการ "วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และป้องกันโรค"

ถ้าคุณหมอเปรียบเสมือน “กัปตันเครื่องบิน” ที่ต้องตัดสินใจทิศทางและควบคุมการบิน ทีมสหเวชศาสตร์ก็คือ “วิศวกรการบิน เนวิเกเตอร์ และทีมเทคนิค” ที่คอยตรวจสอบเครื่องยนต์ คอยบอกพิกัด หรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเพื่อให้เครื่องบินไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

เนื่องจากสถานการณ์จริงของการทำงานในโรงพยาบาล คุณหมออาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือวินิจฉัยโรคได้ยากมาก หากขาดข้อมูลจากทีมสหเวชฯ คอยช่วยสนับสนุน เช่น

  • หมอสงสัยว่าคนไข้เป็นโรคเลือดจางหรือเปล่า ? ก็ต้องส่งเลือดไปให้ นักเทคนิคการแพทย์ ตรวจ
  • คนไข้กระดูกหักหรือเปล่า ? ก็ต้องส่งไปให้ นักรังสีเทคนิค เอกซเรย์ดู
  • คนไข้ผ่าตัดเสร็จแล้วเดินไม่ได้ ก็ต้องส่งไปให้ นักกายภาพบำบัด ช่วยฝึกเดิน
  • คนไข้เป็นเบาหวาน คุมน้ำตาลไม่ได้ ก็ต้องปรึกษา นักกำหนดอาหาร เพื่อจัดเมนูอาหารให้สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย 

ส่องโครงสร้างหลักสูตร 4 ปีคณะสหเวชศาสตร์

ทีนี้มาดูกันบ้างว่า ถ้าน้อง ๆ ตัดสินใจเข้าเรียนคณะนี้ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปี ของสหเวชศาสตร์ จะต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง? 

  • ปี 1 : ปรับพื้นฐานสายวิทย์สุขภาพ (General Sciences) ในปีแรก น้อง ๆ จะได้เรียนวิชาพื้นฐานคณะวิทยาศาสตร์ ทั้งชีววิทยา, เคมี และ ฟิสิกส์ รวมถึงวิชาศึกษาทั่วไป (Gen Ed) เป็นปีที่น้อง ๆ ต้องรีบกอบโกยเกรดเฉลี่ยให้สวย ๆ เพื่อเป็นต้นทุนในปีถัดไป
  • ปี 2-3 : เข้าสู่โลกวิชาชีพ + ห้องแล็บสุดเข้มข้น (Pre-clinical Years) นี่คือช่วงเวลาที่น้อง ๆ จะเริ่มรู้สึกว่า “ฉันคือนักวิชาชีพ” เพราะวิชาเรียนจะเจาะลึกในเรื่องของร่างกายมนุษย์อย่างจริงจัง เช่น
    • Anatomy (กายวิภาคศาสตร์) : ผ่าอาจารย์ใหญ่ ดูโครงสร้างกล้ามเนื้อ เส้นประสาท อวัยวะภายใน
    • Physiology (สรีรวิทยา) : เรียนรู้กลไกการทำงานของร่างกาย ระบบต่าง ๆ ว่าทำงานอย่างไร
    • Pathology (พยาธิวิทยา) : เรียนเรื่องความผิดปกติและโรคต่าง ๆ ซึ่งนอกจากเลกเชอร์แล้ว สิ่งที่โหด (แต่สนุก) คือ “การทำแล็บ” น้อง ๆ จะได้ใช้เวลาอยู่ในห้องปฏิบัติการเยอะมาก ฝึกใช้เครื่องมือจริง ส่องกล้องจุลทรรศน์ ผสมสารเคมี หรือฝึกเทคนิคการรักษาพื้นฐานกับเพื่อน ๆ กันเอง
  • ปี 4 : ฝึกงานคลินิก (Clinical Rotation/Internship) ปีสุดท้าย น้อง ๆ จะไม่ได้นั่งเรียนในห้องเรียนแล้ว แต่จะต้องออกไป “ฝึกงาน” ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และเป็นช่วงเวลาที่น้อง ๆ จะได้เจอกับคนไข้ ได้ลงมือปฏิบัติจริงภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยง โดยน้อง ๆ จะได้นำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาตลอด 3 ปีมาใช้ และเป็นช่วงที่จะได้ค้นหาตัวเองว่าชอบทำงานในแผนกไหนหรือโรงพยาบาลแบบไหนที่สุด

คณะสหเวชศาสตร์คือคณะที่มีสาขาแยกย่อยเยอะมาก แต่จะขอคัดมา 4 สาขายอดฮิตที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน มาดูกันว่าในแต่ละสาขาของสหเวชศาสตร์เมื่อเรียนจบมาแล้วจะสามารถไปทำงานอะไรได้บ้าง

1. สาขากายภาพบำบัด (Physical Therapy - PT)

  • เรียนเกี่ยวกับอะไร : การตรวจประเมิน วินิจฉัย และบำบัดความบกพร่องของร่างกายโดยใช้ "เครื่องมือทางฟิสิกส์" (เช่น คลื่นอัลตราซาวนด์, เลเซอร์, กระแสไฟฟ้า) และ "การออกกำลังกาย" เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนไข้กระดูกหัก อัมพฤกษ์อัมพาต หรือออฟฟิศซินโดรม
  • จบไปทำงานอะไร :
    • นักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล (แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู/ศัลยกรรมกระดูก)
    • นักกายภาพประจำทีมกีฬา (Sports PT) ดูแลนักกีฬาระดับชาติ
    • เปิดคลินิกกายภาพบำบัดส่วนตัว 
    • ผู้เชี่ยวชาญด้าน Ergonomics ในบริษัทเอกชน

2. สาขาเทคนิคการแพทย์ (Medical Technology - MT)

  • เรียนเกี่ยวกับอะไร : การตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจจากร่างกาย (เลือด, ปัสสาวะ, อุจจาระ, เสมหะ) เพื่อหาเชื้อโรค ค่าเคมีในเลือด หรือความผิดปกติของเซลล์ อีกทั้งในสาขานี้น้อง ๆ จะได้เรียนเรื่องภูมิคุ้มกันวิทยา โลหิตวิทยา และจุลชีววิทยาอย่างลึกซึ้ง
  • จบไปทำงานอะไร :
    • นักเทคนิคการแพทย์ในห้องแล็บโรงพยาบาล
    • นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์วิจัย หรือแล็บนิติวิทยาศาสตร์ (CSI)
    • ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทเครื่องมือแพทย์ 
    • นักเทคนิคการแพทย์ในคลินิกผู้มีบุตรยาก (IVF Lab)

3. สาขารังสีเทคนิค (Radiological Technology - RT)

  • เรียนเกี่ยวกับอะไร : การใช้รังสีและคลื่นต่าง ๆ (X-ray, MRI, CT Scan, Ultrasound) เพื่อสร้างภาพถ่ายทางการแพทย์สำหรับวินิจฉัยโรค รวมถึงการใช้รังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง (รังสีรักษา) รวมถึงน้อง ๆ จะได้เรียนรู้ในเรื่องความปลอดภัยทางรังสีและการจัดท่าคนไข้ให้ได้ภาพที่ชัดเจนที่สุด
  • จบไปทำงานอะไร :
    • นักรังสีเทคนิคในโรงพยาบาล (ห้องเอกซเรย์, ห้องตรวจสวนหัวใจ)
    • นักรังสีรักษา ดูแลการฉายแสงผู้ป่วยมะเร็ง
    • Application Specialist สอนการใช้เครื่องมือแพทย์ไฮเทค
    • ทำงานในสถาบันวิจัยนิวเคลียร์

4. สาขาโภชนาการและการกำหนดอาหาร (Nutrition and Dietetics)

  • เรียนเกี่ยวกับอะไร : สารอาหารที่มีผลต่อโรคต่าง ๆ การคำนวณพลังงาน การจัดเมนูอาหารเฉพาะโรค (เช่น อาหารสำหรับคนเป็นโรคไต เบาหวาน ความดัน) รวมถึงกระบวนการแปรรูปอาหาร
  • จบไปทำงานอะไร :
    • นักกำหนดอาหาร (Dietitian) ในโรงพยาบาล วางแผนมื้ออาหารให้คนไข้
    • นักโภชนาการในคลินิกความงามและลดน้ำหนัก
    • R&D พัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
    • เทรนเนอร์หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพส่วนตัว

นักกายภาพบำบัดหญิงจบจากคณะสหเวชศาสตร์กำลังทำงานเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย

เรื่องของ "ใบประกอบวิชาชีพ" ที่น้อง ๆ ต้องรู้

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเลยคือการเรียนจบปริญญาตรีเป็นแค่ก้าวแรกในการทำงานสายนี้ เพราะการทำงานในสายสุขภาพเกือบทุกสาขา "ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ" เพื่อยืนยันว่าเรามีความรู้ความสามารถที่จะดูแลชีวิตคนได้จริง ๆ

  • กายภาพบำบัด และ เทคนิคการแพทย์ : มีสภาวิชาชีพของตัวเองดูแลโดยตรง น้อง ๆ ต้องสอบข้อเขียน (และบางสาขาอาจมีสอบปฏิบัติ) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ถ้าสอบไม่ผ่านก็ทำงานไม่ได้ (หรือได้แค่ตำแหน่งผู้ช่วย)
  • รังสีเทคนิค และ การกำหนดอาหาร : ก็ต้องมีการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขานั้น ๆ เช่นกัน

คณะนี้เหมาะกับใคร ?

อ่านมาถึงตรงนี้ น้อง ๆ คงรู้แล้วว่าคณะสหเวชศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร มีสาขาอะไรบ้าง แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจนักว่า"แล้วเราเหมาะกับคณะนี้ไหมนะ ?" เพื่อความชัวร์ น้อง ๆ ลองมา Checklist สิ่งเหล่านี้ดูก่อน เพื่อเช็กว่าตรงกับตัวเองกี่ข้อแล้วค่อยตัดสินใจ

  1. ชอบเรียนชีววิทยา อยากเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์แบบลึกซึ้ง
  2. อยากทำงานสายสุขภาพ เพราะอยากช่วยเหลือคนให้หายป่วย อยากเห็นทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ไม่อยากรับแรงกดดันในระดับการตัดสินใจ ที่ต้องชี้เป็นชี้ตายเหมือนแพทย์ผ่าตัดหรือแพทย์ฉุกเฉิน
  3. เป็นคนละเอียดรอบคอบ (สำคัญมากสำหรับสาขาเทคนิคการแพทย์และรังสี) หรือ เป็นคนใจเย็น มีจิตวิทยาในการสื่อสารและบริการ (สำคัญมากกับงานกายภาพและโภชนาการที่ต้องคุยกับคนไข้เยอะ ๆ)
  4.  ชอบการลงมือทำ ชอบการทำงานด้านปฏิบัติการ มากกว่านั่งท่องจำทฤษฎีอย่างเดียว
  5. มองหาความมั่นคง อาชีพสายนี้เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก โดยเฉพาะในยุคสังคมผู้สูงอายุ ทำให้หางานง่าย และมีเส้นทางเติบโตชัดเจน

ปั้นคะแนนเพื่อพิชิตคณะสหเวชศาสตร์มหาวิทยาลัยในฝัน เริ่มต้นที่ Applied Physics

เส้นทางสู่การเป็น “ทีมสหเวชศาสตร์มือโปร” ในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นนักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ หรือนักรังสีเทคนิค เริ่มต้นที่การสอบเข้าที่คะแนนต้องถึง โดยเฉพาะสนามสอบ TPAT1 ความถนัดแพทย์ (กสพท) ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่วัดทั้งไหวพริบ เชาวน์ปัญญา การคิดวิเคราะห์ และจริยธรรมทางการแพทย์ที่บุคลากรสายนี้ขาดไม่ได้ ถ้าน้อง ๆ อยากเสริมความมั่นใจและเพิ่มโอกาสสอบติดคณะสหเวชศาสตร์ในฝัน ขอแนะนำคอร์ส TPAT1 ความถนัดแพทย์ จาก Applied Physics ที่จะสอนแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย เน้นเทคนิคการเก็บคะแนนในพาร์ตเชื่อมโยงและจริยธรรม ช่วยปูพื้นฐานกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมสู่ทุกสนามสอบ 

สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่


ข้อมูลอ้างอิง : 

  1. เรียนจบสหเวชศาสตร์ สมัครงานตำแหน่งอะไรดี. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/จบสหเวชศาสตร์ทำงานอะไร
  2. เรียน รังสีเทคนิค (Radiological Technology) 4 ปี เจอเนื้อหาวิชาอะไรบ้าง. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/95102

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคณะสหเวชศาสตร์ (FAQs)

Q: คณะสหเวชศาสตร์ต่างจากคณะพยาบาลศาสตร์อย่างไร ?

A: ต่างกันที่ "ลักษณะงาน" พยาบาลจะเน้นการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เฝ้าระวังอาการข้างเตียง ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คณะสหเวชศาสตร์คือคณะที่มุ่งเน้นการดูแลแบบ "เฉพาะทางเทคนิค" ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น นักรังสีฯ เข้ามาเอกซเรย์แล้วจบหน้าที่ นักกายภาพฯ นัดคนไข้มาฝึกเดิน 1 ชั่วโมงแล้วกลับบ้าน จะไม่ได้เฝ้าไข้ตลอดเวลาเหมือนพยาบาล 

Q: จบสหเวชศาสตร์ สามารถเปิดคลินิกส่วนตัวได้ไหม ?

A: ได้ โดยเฉพาะสาขา "กายภาพบำบัด" ที่นิยมเปิดคลินิกกายภาพฯ รักษาออฟฟิศซินโดรมหรือฟื้นฟูผู้สูงอายุ และสาขา "เทคนิคการแพทย์" ก็สามารถเปิดคลินิกแล็บตรวจเลือด/ตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ ภายใต้ข้อบังคับของสภาวิชาชีพ

Q: ทำงานกับเชื้อโรคหรือรังสีจะเป็นอันตรายต่อร่างกายไหม ?

A: ในการทำงานจริงจะมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก เช่น นักรังสีเทคนิคจะมีเครื่องวัดปริมาณรังสีติดตัวและผนังห้องก็บุตะกั่วป้องกัน ส่วนนักเทคนิคการแพทย์ก็ทำงานในตู้ชีวนิรภัย และใส่อุปกรณ์ป้องกันครบชุด

Q: คณะสหเวชศาสตร์ต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้างในระบบ TCAS ?

A: ส่วนใหญ่จะใช้ TGAT (ความถนัดทั่วไป) และ A-Level หมวดวิทย์-คณิต (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตฯ อังกฤษ) เป็นหลัก แต่บางมหาวิทยาลัยอาจมีการกำหนดให้ใช้คะแนน TPAT1 (ความถนัดแพทย์) หรือ TPAT3 (ความถนัดวิทยาศาสตร์ฯ) ร่วมด้วย น้อง ๆ ต้องเช็กระเบียบการของแต่ละมหาลัยให้ชัวร์

Q: การติวสอบ TPAT1 ความถนัดแพทย์ จำเป็นสำหรับเด็กสหเวชฯ หรือไม่ ?

A: จำเป็นและมีประโยชน์มาก เพราะพาร์ตจริยธรรมทางการแพทย์และพาร์ตเชื่อมโยง เป็นพื้นฐานความคิดที่สำคัญของบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาย อีกทั้งบางโครงการรับตรง หรือบางมหาวิทยาลัย ก็ใช้คะแนน TPAT1 มาคิดน้ำหนักในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อด้วย


loading
loading
เพิ่มในตะกร้าแล้ว
×
ชื่อคอร์ส
ราคา บาท
Line OA @appliedphysics