คณะสหเวชศาสตร์คืออะไร ? รู้ข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจเรียน
Key Takeaway
คณะสหเวชศาสตร์คือการเรียนรู้วิชาชีพเฉพาะทางด้านสุขภาพ เพื่อทำหน้าที่เป็น "ทีมสนับสนุนทางการแพทย์" ที่ขาดไม่ได้ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาช่วยในการวินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และป้องกันโรค มีโครงสร้างหลักสูตร 4 ปี ที่เริ่มจากการปูพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์-เคมี-ชีวะ) สู่การปฏิบัติการในห้องที่แล็บเข้มข้นและการฝึกงานในโรงพยาบาล คณะนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบชีววิทยาและร่างกายมนุษย์ และอยากทำงานสายสุขภาพที่มั่นคงแต่มีความกดดันต่างจากแพทย์ จบแล้วสามารถสอบใบประกอบวิชาชีพเพื่อทำงานได้หลากหลายสาขา ทั้งนักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ หรือนักรังสีเทคนิค ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน
Table of Content
- เรื่องของ "ใบประกอบวิชาชีพ"
- คณะนี้เหมาะกับใคร ?
- ปั้นคะแนนเพื่อพิชิตคณะสหเวชศาสตร์
- คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

เชื่อว่าน้อง ๆ หลายคนมีความฝันอยากทำงานในโรงพยาบาล อยากช่วยเหลือผู้ป่วย แต่เมื่อพูดถึงการเป็น "หมอ" หรือ "พยาบาล" อาจจะรู้สึกว่ายังไม่ใช่ทางของเราซะทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการแข่งขันที่สูงลิ่ว หรือรูปแบบงานที่อาจยังไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ บทความนี้เลยอยากจะพาน้อง ๆ มาทำความรู้จักกับอีกหนึ่ง “ฮีโร่สายสุขภาพ” ที่ขาดไม่ได้เลยในระบบสาธารณสุข นั่นก็คือ “คณะสหเวชศาสตร์” (Faculty of Allied Health Sciences) โดยจะย่อยข้อมูลที่น้อง ๆ ควรรู้มาให้แบบครบรอบด้าน ว่าสหเวชศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร มีสาขาอะไรบ้าง พร้อมเส้นทางอาชีพหลังจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าอ่านจบแล้วน้อง ๆ รู้สึกว่าคณะนี้ใช่กับเราก็สามารถสมัครคอร์ส TPAT1 ความถนัดแพทย์ เพื่อช่วยเพิ่มคะแนนที่ใช้ยื่นได้เลย
สหเวชศาสตร์คือใครในโรงพยาบาล ?
ก่อนอื่นเรามาเคลียร์ความเข้าใจกันก่อน เพราะบางคนได้ยินชื่อ “สหเวชฯ” แล้วงงว่าคืออะไร ? หากอธิบายแบบเห็นภาพง่าย ๆ สหเวชศาสตร์ คือกลุ่มวิชาชีพทางด้านสุขภาพที่นำเอาความรู้เฉพาะทาง ทั้งวิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีขั้นสูง มาช่วยในการ "วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และป้องกันโรค"
ถ้าคุณหมอเปรียบเสมือน “กัปตันเครื่องบิน” ที่ต้องตัดสินใจทิศทางและควบคุมการบิน ทีมสหเวชศาสตร์ก็คือ “วิศวกรการบิน เนวิเกเตอร์ และทีมเทคนิค” ที่คอยตรวจสอบเครื่องยนต์ คอยบอกพิกัด หรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเพื่อให้เครื่องบินไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย
เนื่องจากสถานการณ์จริงของการทำงานในโรงพยาบาล คุณหมออาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือวินิจฉัยโรคได้ยากมาก หากขาดข้อมูลจากทีมสหเวชฯ คอยช่วยสนับสนุน เช่น
- หมอสงสัยว่าคนไข้เป็นโรคเลือดจางหรือเปล่า ? ก็ต้องส่งเลือดไปให้ นักเทคนิคการแพทย์ ตรวจ
- คนไข้กระดูกหักหรือเปล่า ? ก็ต้องส่งไปให้ นักรังสีเทคนิค เอกซเรย์ดู
- คนไข้ผ่าตัดเสร็จแล้วเดินไม่ได้ ก็ต้องส่งไปให้ นักกายภาพบำบัด ช่วยฝึกเดิน
- คนไข้เป็นเบาหวาน คุมน้ำตาลไม่ได้ ก็ต้องปรึกษา นักกำหนดอาหาร เพื่อจัดเมนูอาหารให้สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย
ส่องโครงสร้างหลักสูตร 4 ปีคณะสหเวชศาสตร์
ทีนี้มาดูกันบ้างว่า ถ้าน้อง ๆ ตัดสินใจเข้าเรียนคณะนี้ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปี ของสหเวชศาสตร์ จะต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง?
- ปี 1 : ปรับพื้นฐานสายวิทย์สุขภาพ (General Sciences) ในปีแรก น้อง ๆ จะได้เรียนวิชาพื้นฐานคณะวิทยาศาสตร์ ทั้งชีววิทยา, เคมี และ ฟิสิกส์ รวมถึงวิชาศึกษาทั่วไป (Gen Ed) เป็นปีที่น้อง ๆ ต้องรีบกอบโกยเกรดเฉลี่ยให้สวย ๆ เพื่อเป็นต้นทุนในปีถัดไป
- ปี 2-3 : เข้าสู่โลกวิชาชีพ + ห้องแล็บสุดเข้มข้น (Pre-clinical Years) นี่คือช่วงเวลาที่น้อง ๆ จะเริ่มรู้สึกว่า “ฉันคือนักวิชาชีพ” เพราะวิชาเรียนจะเจาะลึกในเรื่องของร่างกายมนุษย์อย่างจริงจัง เช่น
- Anatomy (กายวิภาคศาสตร์) : ผ่าอาจารย์ใหญ่ ดูโครงสร้างกล้ามเนื้อ เส้นประสาท อวัยวะภายใน
- Physiology (สรีรวิทยา) : เรียนรู้กลไกการทำงานของร่างกาย ระบบต่าง ๆ ว่าทำงานอย่างไร
- Pathology (พยาธิวิทยา) : เรียนเรื่องความผิดปกติและโรคต่าง ๆ ซึ่งนอกจากเลกเชอร์แล้ว สิ่งที่โหด (แต่สนุก) คือ “การทำแล็บ” น้อง ๆ จะได้ใช้เวลาอยู่ในห้องปฏิบัติการเยอะมาก ฝึกใช้เครื่องมือจริง ส่องกล้องจุลทรรศน์ ผสมสารเคมี หรือฝึกเทคนิคการรักษาพื้นฐานกับเพื่อน ๆ กันเอง
- ปี 4 : ฝึกงานคลินิก (Clinical Rotation/Internship) ปีสุดท้าย น้อง ๆ จะไม่ได้นั่งเรียนในห้องเรียนแล้ว แต่จะต้องออกไป “ฝึกงาน” ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และเป็นช่วงเวลาที่น้อง ๆ จะได้เจอกับคนไข้ ได้ลงมือปฏิบัติจริงภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยง โดยน้อง ๆ จะได้นำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาตลอด 3 ปีมาใช้ และเป็นช่วงที่จะได้ค้นหาตัวเองว่าชอบทำงานในแผนกไหนหรือโรงพยาบาลแบบไหนที่สุด
เจาะลึก 4 สาขายอดฮิต จบแล้วไปทำอะไรได้บ้าง ?
คณะสหเวชศาสตร์คือคณะที่มีสาขาแยกย่อยเยอะมาก แต่จะขอคัดมา 4 สาขายอดฮิตที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน มาดูกันว่าในแต่ละสาขาของสหเวชศาสตร์เมื่อเรียนจบมาแล้วจะสามารถไปทำงานอะไรได้บ้าง
1. สาขากายภาพบำบัด (Physical Therapy - PT)
- เรียนเกี่ยวกับอะไร : การตรวจประเมิน วินิจฉัย และบำบัดความบกพร่องของร่างกายโดยใช้ "เครื่องมือทางฟิสิกส์" (เช่น คลื่นอัลตราซาวนด์, เลเซอร์, กระแสไฟฟ้า) และ "การออกกำลังกาย" เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนไข้กระดูกหัก อัมพฤกษ์อัมพาต หรือออฟฟิศซินโดรม
- จบไปทำงานอะไร :
- นักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล (แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู/ศัลยกรรมกระดูก)
- นักกายภาพประจำทีมกีฬา (Sports PT) ดูแลนักกีฬาระดับชาติ
- เปิดคลินิกกายภาพบำบัดส่วนตัว
- ผู้เชี่ยวชาญด้าน Ergonomics ในบริษัทเอกชน
2. สาขาเทคนิคการแพทย์ (Medical Technology - MT)
- เรียนเกี่ยวกับอะไร : การตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจจากร่างกาย (เลือด, ปัสสาวะ, อุจจาระ, เสมหะ) เพื่อหาเชื้อโรค ค่าเคมีในเลือด หรือความผิดปกติของเซลล์ อีกทั้งในสาขานี้น้อง ๆ จะได้เรียนเรื่องภูมิคุ้มกันวิทยา โลหิตวิทยา และจุลชีววิทยาอย่างลึกซึ้ง
- จบไปทำงานอะไร :
- นักเทคนิคการแพทย์ในห้องแล็บโรงพยาบาล
- นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์วิจัย หรือแล็บนิติวิทยาศาสตร์ (CSI)
- ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทเครื่องมือแพทย์
- นักเทคนิคการแพทย์ในคลินิกผู้มีบุตรยาก (IVF Lab)
3. สาขารังสีเทคนิค (Radiological Technology - RT)
- เรียนเกี่ยวกับอะไร : การใช้รังสีและคลื่นต่าง ๆ (X-ray, MRI, CT Scan, Ultrasound) เพื่อสร้างภาพถ่ายทางการแพทย์สำหรับวินิจฉัยโรค รวมถึงการใช้รังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง (รังสีรักษา) รวมถึงน้อง ๆ จะได้เรียนรู้ในเรื่องความปลอดภัยทางรังสีและการจัดท่าคนไข้ให้ได้ภาพที่ชัดเจนที่สุด
- จบไปทำงานอะไร :
- นักรังสีเทคนิคในโรงพยาบาล (ห้องเอกซเรย์, ห้องตรวจสวนหัวใจ)
- นักรังสีรักษา ดูแลการฉายแสงผู้ป่วยมะเร็ง
- Application Specialist สอนการใช้เครื่องมือแพทย์ไฮเทค
- ทำงานในสถาบันวิจัยนิวเคลียร์
4. สาขาโภชนาการและการกำหนดอาหาร (Nutrition and Dietetics)
- เรียนเกี่ยวกับอะไร : สารอาหารที่มีผลต่อโรคต่าง ๆ การคำนวณพลังงาน การจัดเมนูอาหารเฉพาะโรค (เช่น อาหารสำหรับคนเป็นโรคไต เบาหวาน ความดัน) รวมถึงกระบวนการแปรรูปอาหาร
- จบไปทำงานอะไร :
- นักกำหนดอาหาร (Dietitian) ในโรงพยาบาล วางแผนมื้ออาหารให้คนไข้
- นักโภชนาการในคลินิกความงามและลดน้ำหนัก
- R&D พัฒนาผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
- เทรนเนอร์หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพส่วนตัว

เรื่องของ "ใบประกอบวิชาชีพ" ที่น้อง ๆ ต้องรู้
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำเลยคือการเรียนจบปริญญาตรีเป็นแค่ก้าวแรกในการทำงานสายนี้ เพราะการทำงานในสายสุขภาพเกือบทุกสาขา "ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ" เพื่อยืนยันว่าเรามีความรู้ความสามารถที่จะดูแลชีวิตคนได้จริง ๆ
- กายภาพบำบัด และ เทคนิคการแพทย์ : มีสภาวิชาชีพของตัวเองดูแลโดยตรง น้อง ๆ ต้องสอบข้อเขียน (และบางสาขาอาจมีสอบปฏิบัติ) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ถ้าสอบไม่ผ่านก็ทำงานไม่ได้ (หรือได้แค่ตำแหน่งผู้ช่วย)
- รังสีเทคนิค และ การกำหนดอาหาร : ก็ต้องมีการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขานั้น ๆ เช่นกัน
คณะนี้เหมาะกับใคร ?
อ่านมาถึงตรงนี้ น้อง ๆ คงรู้แล้วว่าคณะสหเวชศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร มีสาขาอะไรบ้าง แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจนักว่า"แล้วเราเหมาะกับคณะนี้ไหมนะ ?" เพื่อความชัวร์ น้อง ๆ ลองมา Checklist สิ่งเหล่านี้ดูก่อน เพื่อเช็กว่าตรงกับตัวเองกี่ข้อแล้วค่อยตัดสินใจ
- ชอบเรียนชีววิทยา อยากเข้าใจกลไกการทำงานของร่างกายมนุษย์แบบลึกซึ้ง
- อยากทำงานสายสุขภาพ เพราะอยากช่วยเหลือคนให้หายป่วย อยากเห็นทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ไม่อยากรับแรงกดดันในระดับการตัดสินใจ ที่ต้องชี้เป็นชี้ตายเหมือนแพทย์ผ่าตัดหรือแพทย์ฉุกเฉิน
- เป็นคนละเอียดรอบคอบ (สำคัญมากสำหรับสาขาเทคนิคการแพทย์และรังสี) หรือ เป็นคนใจเย็น มีจิตวิทยาในการสื่อสารและบริการ (สำคัญมากกับงานกายภาพและโภชนาการที่ต้องคุยกับคนไข้เยอะ ๆ)
- ชอบการลงมือทำ ชอบการทำงานด้านปฏิบัติการ มากกว่านั่งท่องจำทฤษฎีอย่างเดียว
- มองหาความมั่นคง อาชีพสายนี้เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก โดยเฉพาะในยุคสังคมผู้สูงอายุ ทำให้หางานง่าย และมีเส้นทางเติบโตชัดเจน
ปั้นคะแนนเพื่อพิชิตคณะสหเวชศาสตร์มหาวิทยาลัยในฝัน เริ่มต้นที่ Applied Physics
เส้นทางสู่การเป็น “ทีมสหเวชศาสตร์มือโปร” ในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นนักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ หรือนักรังสีเทคนิค เริ่มต้นที่การสอบเข้าที่คะแนนต้องถึง โดยเฉพาะสนามสอบ TPAT1 ความถนัดแพทย์ (กสพท) ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่วัดทั้งไหวพริบ เชาวน์ปัญญา การคิดวิเคราะห์ และจริยธรรมทางการแพทย์ที่บุคลากรสายนี้ขาดไม่ได้ ถ้าน้อง ๆ อยากเสริมความมั่นใจและเพิ่มโอกาสสอบติดคณะสหเวชศาสตร์ในฝัน ขอแนะนำคอร์ส TPAT1 ความถนัดแพทย์ จาก Applied Physics ที่จะสอนแบบเจาะลึก แต่เข้าใจง่าย เน้นเทคนิคการเก็บคะแนนในพาร์ตเชื่อมโยงและจริยธรรม ช่วยปูพื้นฐานกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมสู่ทุกสนามสอบ
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่
- โทร: 02-3060867, 02-3060868, 02-3060869, 085-4925599
- LINE: @appliedphysics (มี @ ด้วยนะ)
ข้อมูลอ้างอิง :
- เรียนจบสหเวชศาสตร์ สมัครงานตำแหน่งอะไรดี. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://th.jobsdb.com/th/career-advice/article/จบสหเวชศาสตร์ทำงานอะไร
- เรียน รังสีเทคนิค (Radiological Technology) 4 ปี เจอเนื้อหาวิชาอะไรบ้าง. สืบค้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/95102
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคณะสหเวชศาสตร์ (FAQs)
Q: คณะสหเวชศาสตร์ต่างจากคณะพยาบาลศาสตร์อย่างไร ?
A: ต่างกันที่ "ลักษณะงาน" พยาบาลจะเน้นการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เฝ้าระวังอาการข้างเตียง ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คณะสหเวชศาสตร์คือคณะที่มุ่งเน้นการดูแลแบบ "เฉพาะทางเทคนิค" ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น นักรังสีฯ เข้ามาเอกซเรย์แล้วจบหน้าที่ นักกายภาพฯ นัดคนไข้มาฝึกเดิน 1 ชั่วโมงแล้วกลับบ้าน จะไม่ได้เฝ้าไข้ตลอดเวลาเหมือนพยาบาล
Q: จบสหเวชศาสตร์ สามารถเปิดคลินิกส่วนตัวได้ไหม ?
A: ได้ โดยเฉพาะสาขา "กายภาพบำบัด" ที่นิยมเปิดคลินิกกายภาพฯ รักษาออฟฟิศซินโดรมหรือฟื้นฟูผู้สูงอายุ และสาขา "เทคนิคการแพทย์" ก็สามารถเปิดคลินิกแล็บตรวจเลือด/ตรวจสุขภาพเบื้องต้นได้ ภายใต้ข้อบังคับของสภาวิชาชีพ
Q: ทำงานกับเชื้อโรคหรือรังสีจะเป็นอันตรายต่อร่างกายไหม ?
A: ในการทำงานจริงจะมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดมาก เช่น นักรังสีเทคนิคจะมีเครื่องวัดปริมาณรังสีติดตัวและผนังห้องก็บุตะกั่วป้องกัน ส่วนนักเทคนิคการแพทย์ก็ทำงานในตู้ชีวนิรภัย และใส่อุปกรณ์ป้องกันครบชุด
Q: คณะสหเวชศาสตร์ต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้างในระบบ TCAS ?
A: ส่วนใหญ่จะใช้ TGAT (ความถนัดทั่วไป) และ A-Level หมวดวิทย์-คณิต (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตฯ อังกฤษ) เป็นหลัก แต่บางมหาวิทยาลัยอาจมีการกำหนดให้ใช้คะแนน TPAT1 (ความถนัดแพทย์) หรือ TPAT3 (ความถนัดวิทยาศาสตร์ฯ) ร่วมด้วย น้อง ๆ ต้องเช็กระเบียบการของแต่ละมหาลัยให้ชัวร์
Q: การติวสอบ TPAT1 ความถนัดแพทย์ จำเป็นสำหรับเด็กสหเวชฯ หรือไม่ ?
A: จำเป็นและมีประโยชน์มาก เพราะพาร์ตจริยธรรมทางการแพทย์และพาร์ตเชื่อมโยง เป็นพื้นฐานความคิดที่สำคัญของบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาย อีกทั้งบางโครงการรับตรง หรือบางมหาวิทยาลัย ก็ใช้คะแนน TPAT1 มาคิดน้ำหนักในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อด้วย
