สรุปฟิสิกส์อะตอม A-Level 69 ครบทุกหัวข้อสำคัญ
ฟิสิกส์อะตอมเป็นหนึ่งในบทที่หลายคนมองว่ายากเพราะเต็มไปด้วยคำใหม่ ๆ อย่างโฟตอน ระดับพลังงานติดลบ หรือคลื่นเดอบรอยล์ แต่จริง ๆ แล้วสำหรับการสอบ A-Level 69 บทนี้ถือว่า “คุ้มค่ากับการทำคะแนนมาก” เพราะเนื้อหาไม่เยอะ แต่ออกสอบสม่ำเสมอทุกปี แถมแนวข้อสอบก็ยังวนอยู่ในประเด็นสำคัญไม่กี่เรื่องเท่านั้น บทความนี้เลยจะมาสรุปฟิสิกส์อะตอมทุกจุดที่ต้องจำให้เป๊ะ เพื่อให้น้อง ๆ นำไปฝึกฝนสำหรับการสอบ A-Level 69 หรือใครจะเอาไปต่อยอดเสริมความรู้ด้วยการลงเรียนคอร์สเรียนฟิสิกส์ จะได้มีพื้นฐานแบบเน้น ๆ ช่วยให้มั่นใจในการทำข้อสอบอีกด้วย
Table of Contents:
- ทำไมฟิสิกส์อะตอมถึงสำคัญใน A-Level 69 ?
- สรุปประเด็นฟิสิกส์อะตอมที่ควรจำสำหรับสนาม A-Level 69
- ตัวอย่างข้อสอบฟิสิกส์อะตอม A-Level

ทำไมฟิสิกส์อะตอมถึงสำคัญใน A-Level 69 ?
น้อง ๆ อาจจะสงสัยว่า "พี่ครับ บทนี้มันอยู่ท้าย ๆ เทอม ม.6 เนื้อหาก็ดูเป็นนามธรรม แบบนี้การทุ่มเวลามาจำสรุปฟิสิกส์อะตอมจะคุ้มค่าเวลาจริงเหรอ ?”
หากตอบคำถามนี้ด้วยข้อมูลของปีก่อน ๆ จะเห็นได้ว่า จากข้อมูลสถิติย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมา (รวมถึงสมัย 9 วิชาสามัญ) โครงสร้างข้อสอบ A-Level วิชาฟิสิกส์มีทั้งหมดประมาณ 20 บท โดยบทฟิสิกส์อะตอมจะออกข้อสอบประมาณ 2–4 ข้อทุกปี ถึงแม้อาจฟังดูเหมือนน้อย แต่ถ้านับสัดส่วนคะแนนเทียบกับความยากและความซับซ้อนของเนื้อหา ถือว่าเป็นหัวข้อยอดฮิตที่ "ออกชัวร์" และ "รูปแบบไม่พลิกแพลงมากนัก" โดยจะเน้นทั้งเชิงคำนวณและแนวคิดเชิงควอนตัม เช่น เรื่องปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก, แบบจำลองอะตอมของโบร์ และความยาวคลื่นเดอบรอยล์
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าน้อง ๆ อ่านสรุปฟิสิกส์อะตอมจนหลักการแน่น จำได้ขึ้นใจ โอกาสที่จะดันคะแนน A-Level 69 ให้เพิ่มสูงขึ้นก็มีมาก ถือเป็นบทที่คนเก่งใช้เก็บคะแนนเต็ม และคนปานกลางใช้ดึงคะแนนให้ดีดตัวขึ้นมา
สรุปฟิสิกส์อะตอม มีประเด็นไหนบ้างที่ควรจำให้แม่นก่อนเข้าสนามสอบ A-Level 69
ถึงตรงนี้ เรามาสรุปฟิสิกส์อะตอมกันทีละเรื่องเลยว่า ในสนาม A-Level 69 นี้ มีจุดไหนที่ “ต้องจำให้แม่น” และ “ต้องเข้าใจให้ลึก” บ้าง
1.หน่วยอิเล็กตรอนโวลต์ (eV) กับพลังงานโฟตอน
ขอเริ่มต้นด้วยหัวข้อแรกที่เป็นประตูด่านหน้าและน้อง ๆ ต้องเจอแน่ ๆ ในฟิสิกส์อะตอม คือเรื่อง พลังงานระดับอะตอม ในบทนี้เราจะไม่ค่อยใช้หน่วย "จูล (J)" กันเท่าไร เพราะค่าน้อยมาก (ระดับ 10-19) แต่จะนิยมใช้หน่วยเป็นอิเล็กตรอนโวลต์ (eV) แทน เพราะเลขสวยและคำนวณสะดวกกว่า
สิ่งที่น้อง ๆ ต้องจำให้ขึ้นใจในการอ่านสรุปฟิสิกส์อะตอมคือเรื่องของหน่วยอิเล็กตรอนโวลต์ (eV) กับพลังงานโฟตอน โดยให้ความสำคัญในจุดเหล่านี้
- ความหมายของ 1 eV : คือพลังงานที่อิเล็กตรอน 1 ตัวได้รับ เมื่อถูกเร่งผ่านความต่างศักย์ไฟฟ้า 1 โวลต์
- ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วย: 1 eV = 1.6 × 10−19 J
จุดระวัง: โจทย์ A-Level จะชอบหลอก บางครั้งให้ค่าพลังงานมาเป็น eV แต่ให้ค่าคงที่ (เช่นค่า h หรือ c) มาในหน่วย SI (จูล, เมตร/วินาที) หรือต้องเอาไปคำนวณร่วมกับสมการอื่นที่เป็นหน่วย SI ดังนั้น การแปลงหน่วยกลับไปกลับมาต้องคล่องมาก ห้ามสะดุดเด็ดขาด
หรือแปลงเป็นความยาวคลื่น (λ)ได้ว่า:
โดยที่:
- E = พลังงานโฟตอน
- h = ค่าคงที่ของแพลงก์ (6.63 × 10−34 J · s)
- f = ความถี่ของแสง
- λ = ความยาวคลื่นแสง
- c = อัตราเร็วแสงในสุญญากาศ (3 × 108 m/s)
จำให้แม่น:
- การเชื่อมโยงตัวแปร : น้อง ๆ จะต้องมองภาพ E, f, λ ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าโจทย์จะบอกความถี่หรือความยาวคลื่นก็ต้องรู้พลังงานทันที
- หน่วย : การแปลงหน่วยนาโนเมตร (nm → 10−9 m)
- สูตรลัด : แอบกระซิบว่า ถ้าโจทย์ให้ λ มาเป็นหน่วย nm และต้องการคำตอบเป็น eV ให้ใช้สูตร E = hc λ จะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะมาก
2. ระดับพลังงานของอะตอม & สเปกตรัมเส้น
หัวข้อนี้เป็นพื้นฐานเชิงควอนตัมที่สำคัญมากในการสรุปฟิสิกส์อะตอม เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้อง ๆ รู้ว่า “พลังงานในระดับอะตอมไม่ได้มีค่าต่อเนื่อง” เหมือนที่เราเดินขึ้นทางลาด แต่เหมือนเราเดินขึ้นบันไดขั้น ๆ
แนวคิดหลักที่ต้องเข้าใจ
- Quantized Energy : อิเล็กตรอนในอะตอมมีระดับพลังงานไม่ต่อเนื่อง แต่ละวงโคจรหรือแต่ละระดับชั้นจะมีค่า En เฉพาะตัว
- การกระโดดของอิเล็กตรอน : อิเล็กตรอนจะย้ายชั้นได้ ต้องมีการรับหรือจ่ายพลังงานที่ “พอดีเป๊ะ” กับผลต่างของระดับชั้นนั้น ๆ (ΔE)
การดูด/คายโฟตอนกับสเปกตรัมเส้น
นี่คือจุดที่ข้อสอบชอบออก ซึ่งน้อง ๆ ควรจะต้องจำกฎเหล่านี้ให้ได้
- ดูดโฟตอน : อิเล็กตรอนได้พลังงานเพิ่ม → กระโดดจากระดับต่ำ (n น้อย) ไปสูง (n มาก)
- คายโฟตอน : อิเล็กตรอนเสียพลังงาน → ตกจากระดับสูง (n มาก) ลงต่ำ (n น้อย) ซึ่งพลังงานที่คายออกมาจะอยู่ในรูปของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (แสง)
สมการหลัก:
Ephoton = hf = Eสูง − Eต่ำ
เมื่อได้ค่าพลังงาน (Ephoton) มาแล้ว ก็เอาไปแปลงเป็นความยาวคลื่น (λ) ก็จะได้เป็น “เส้นสเปกตรัม” สีต่าง ๆ ของธาตุนั้นเอง
3. แบบจำลองอะตอมของโบร์
อีกหนึ่งหัวข้อที่จะต้องทบทวนในการอ่านสรุปฟิสิกส์อะตอม เพื่อให้น้อง ๆ ได้เข้าใจถึงแบบจำลองอะตอมของโบร์ (Bohr model) ซึ่งถือเป็นหัวใจของฟิสิกส์อะตอมในระดับ A-Level เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างฟิสิกส์คลาสสิก (ฟิสิกส์ดั้งเดิม) กับฟิสิกส์ควอนตัม
สิ่งที่ต้องจำใน Bohr model (โดยเฉพาะอะตอมไฮโดรเจน)
- ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนชั้นที่ n :
En = − 13.6 n2 eV
สูตรนี้ใช้สำหรับอะตอมไฮโดรเจน โดย n = 1, 2, 3, … (เลขควอนตัมหลัก) - พลังงานโฟตอนจากการเปลี่ยนระดับ
ΔE = Eสุดท้าย − Eเริ่มต้น- ถ้าคำนวณออกมาแล้ว ΔE เป็นบวก แสดงว่า ดูดพลังงาน
- ถ้าคำนวณออกมาแล้ว ΔE เป็นลบ แสดงว่า คายโฟตอน (คายพลังงานออกมา)
- สูตร Rydberg (สำหรับหาความยาวคลื่น)
1 λ = R ( 1 n12 − 1 n22 )
สูตรนี้ใช้หา λ ของแสงที่ได้จากการเปลี่ยนระดับพลังงาน โดยน้อง ๆ จะต้องแทนค่า n ต่ำ และ n สูง ให้ถูกตำแหน่ง (ค่าในวงเล็บต้องเป็นบวกเสมอถ้าหาความยาวคลื่น)
ทริคสำหรับทำโจทย์
- อ่านโจทย์ให้ดี ว่าเป็นการกระโดดจากระดับไหนไปไหน (n ต่ำ → สูง หรือกลับกัน)
- วาดรูป “บันไดระดับพลังงาน” เสมอ จะช่วยคิดง่ายมาก โดยให้เขียนเลข n กำกับไว้เลยว่าชั้นไหนพลังงานสูง/ต่ำ
- อย่าคิดคำนวณพลังงานติดลบ ให้สนใจที่ ผลต่างพลังงาน (ΔE) เป็นหลัก เพราะนั่นคือพลังงานของโฟตอนที่เราจะเอาไปใช้ต่อ

4. ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric Effect) ถือเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิกที่ยืนยันคุณสมบัติความเป็น "อนุภาค" ของแสง และจากสถิติแนวข้อสอบที่ผ่านมานี่คืออีกหนึ่งหัวข้อยอดฮิตที่ออกสอบบ่อยมากเช่นกัน
สมการโฟโตอิเล็กทริกที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ
EKmax = hf − W
โดยที่:
- hf = พลังงานโฟตอนแสงที่ตกกระทบ
- Φ หรือ W = ฟังก์ชันงาน (Work Function) คือ "ค่าผ่านทาง" หรือพลังงานขั้นต่ำที่สุดที่ต้องจ่ายเพื่อดึงอิเล็กตรอนให้หลุดจากผิวโลหะ (Φ = hf0)
- EKmax = พลังงานจลน์สูงสุดของอิเล็กตรอนที่หลุดออกมาได้
ความสัมพันธ์กับศักย์หยุดยั้ง: โจทย์มักจะไม่บอก EKmax มาตรง ๆ แต่จะบอกผ่านตัวแปรที่ชื่อว่า "ความต่างศักย์หยุดยั้ง" (Vs) ซึ่งสัมพันธ์กันตามสูตร:
EKmax = eVs
คอนเซปต์ที่ต้องเข้าใจเพื่อไม่ให้หลงทาง
- ความถี่ตัดเริ่ม (f0) : ถ้าแสงที่ส่องมามีความถี่ f < f0 (พลังงานน้อยกว่าค่าผ่านทาง) จะไม่เกิดโฟโตอิเล็กตรอนเลย ต่อให้เพิ่มความเข้มแสงให้สว่างแค่ไหน อิเล็กตรอนก็ไม่ออก
- ผลของ “ความถี่” (สีของแสง)
- เพิ่มความถี่ (สูงขึ้น) → พลังงานแสงเยอะขึ้น → อิเล็กตรอนหลุดออกมาแรงขึ้น → EKmax และ Vs เพิ่มขึ้น
- ผลของ “ความเข้มแสง” (ความสว่าง)
- เพิ่มความเข้มแสง → จำนวนเม็ดโฟตอนเยอะขึ้น → ชนโดนอิเล็กตรอนหลายตัวขึ้น → อิเล็กตรอนหลุดออกมาเยอะขึ้น → กระแสไฟฟ้าโฟโตอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้น
- แต่ EKmax และ Vs เท่าเดิม (เพราะพลังงานต่อ 1 เม็ดโฟตอนเท่าเดิม)
กราฟที่ชอบออกสอบ
- กราฟ EKmax vs f จะเป็นเส้นตรง ความชันเท่ากับค่าคงที่แพลงก์ (h) เสมอ และจุดตัดแกน X คือ f0
- กราฟกระแส vs ศักย์ไฟฟ้า : น้อง ๆ จะต้องดูให้ออกว่าเส้นไหนความเข้มสูงกว่า (ดูที่ความสูงกราฟช่วงราบ) และเส้นไหนความถี่สูงกว่า (ดูที่จุดตัดแกน V หรือ Vs)
5. ความยาวคลื่นเดอบรอยล์
หัวข้อสุดท้ายของการสรุปฟิสิกส์อะตอมที่จะมาอธิบายในบทความนี้คือ De Broglie Wavelength ซึ่งมีแนวคิดคือ "ในเมื่อคลื่นเป็นอนุภาคได้ (จากเรื่องโฟโตอิเล็กทริก) แล้วอนุภาคจะเป็นคลื่นบ้างได้ไหม ?" คำตอบคือ ได้ เพราะอนุภาคทุกชนิดที่มีโมเมนตัมจะมีคุณสมบัติเป็นคลื่นได้
สมการหลักที่ต้องจำ
λ = h p = h mv
โดย:
- λ = ความยาวคลื่นเดอบรอยล์
- p = โมเมนตัม (mv)
กรณีเร่งอนุภาคด้วยความต่างศักย์ V : บ่อยครั้งโจทย์จะบอกว่าเร่งอิเล็กตรอนด้วยความต่างศักย์ V เราสามารถหาสูตรความยาวคลื่นได้เป็น
λ = h √(2mEk) = h √(2meV)
ตัวอย่างข้อสอบฟิสิกส์อะตอม A-Level ทำความเข้าใจจากโจทย์จริง
หลังจากที่น้อง ๆ ได้อ่านสรุปฟิสิกส์อะตอมทั้งในส่วนเนื้อหาและสูตรสำคัญกันไปแล้ว คราวนี้เรามาลอง “ลับคม” ด้วยการตะลุยโจทย์จริงกันบ้างดีกว่า พี่ ๆ ได้คัดแนวข้อสอบ A-Level มาฝาก 2 ข้อ เรามาลองแกะรอยวิธีคิดไปพร้อมกันเลย
ข้อที่ 1
จากรูป ตัวอย่างข้อสอบฟิสิกส์อะตอมข้อหนึ่งวัดความเข้าใจเรื่อง แบบจำลองอะตอมของโบร์ โดยเฉพาะเรื่องรัศมีวงโคจร (Rn) โดยโจทย์ถามว่าสถานะกระตุ้นที่สองมีรัศมีเป็น a แล้วสถานะพื้นจะมีรัศมีเท่าไร ?
ทำไมถึงตัวอย่างข้อสอบฟิสิกส์อะตอมข้อนี้ถึงตอบข้อ 5 a 9 มาดูวิธีคิดกัน:
- หัวใจสำคัญของข้อนี้คือการแปลงคำพูดให้เป็นตัวเลข (n) ให้ถูกต้อง
- สถานะพื้น (Ground State) : คือต่ำสุด → n = 1
- สถานะกระตุ้นที่ 1 (1st Excited State) : อิเล็กตรอนถูกยกขึ้นมา 1 ชั้น → n = 2
- สถานะกระตุ้นที่ 2 (2nd Excited State) : อิเล็กตรอนถูกยกขึ้นมา 2 ชั้น → n = 3
- ตั้งสมการรัศมี จากสูตร Rn ∝ n2 (รัศมีแปรผันตรงกับเลขชั้นยกกำลังสอง) หรือเขียนเต็ม ๆ ว่า
Rn = R1n2 - แทนค่าหาคำตอบ
- โจทย์บอกว่าสถานะกระตุ้นที่สอง (n = 3) รัศมีเท่ากับ a
- แทนค่าลงไป: a = R1(3)2
- จะได้ a = 9R1
- โจทย์ถามหา “สถานะพื้น” ซึ่งก็คือค่า R1 นั่นเอง
- ย้ายข้างสมการจะได้คำตอบทันที R1 ≈ a 9

ข้อที่ 2
จากรูป ตัวอย่างข้อสอบฟิสิกส์อะตอมข้อนี้เป็นโจทย์เรื่อง ทวิภาคของคลื่นและอนุภาค โดยโจทย์ไม่ได้ให้ตัวเลขมาตรง ๆ แต่ให้มาเป็นตัวแปร (m, K, λ) เพื่อวัดว่าเราเข้าใจความสัมพันธ์ของสูตรแค่ไหน และคำถามของโจทย์คือ ถ้าพลังงานจลน์เพิ่มขึ้นจาก K เป็น 3K ความยาวคลื่นเดอบรอยล์จะเปลี่ยนเท่าไร ?
ทำไมตัวอย่างข้อสอบฟิสิกส์อะตอมข้อนี้ถึงตอบข้อ 5 ( λ √3 ) มาดูวิธีคิดกัน
- หาสูตรที่เชื่อมโยงกัน
เราเริ่มจากสูตรเดอบรอยล์ λ = h p แต่โจทย์ให้พลังงานจลน์ (Ek หรือ K) จึงต้องแปลงโมเมนตัม p ให้อยู่ในรูปพลังงาน
จากความสัมพันธ์ Ek = p2 2m จะได้ว่า p = √(2mEk)
ดังนั้นสูตรที่ใช้บ่อยคือ
λ = h √(2mEk)
- วิเคราะห์ความสัมพันธ์
จากสูตรจะเห็นว่า λ (ความยาวคลื่น) แปรผกผันกับรากที่สองของ Ek (พลังงานจลน์)
λ ∝ 1 √Ek
- เทียบอัตราส่วน (Ratio Method)
วิธีนี้เร็วที่สุด ไม่ต้องแทนค่าตัวเลขให้เสียเวลา
- ตั้งสมการเทียบก่อนหลัง (λ2 กับ λ1)
- λ2 / λ1 = √( Ek1 Ek2 )
- แทนค่า Ek1 = K และ Ek2 = 3K
- จะได้ λ2 / λ1 = √( K 3K )
- ตัดตัว K ทิ้ง จะเหลือ 1 √3
- ย้ายข้าง λ จะได้คำตอบสุดท้ายว่า λ2 = λ √3
ฟิสิกส์อะตอมจะเข้าใจง่ายขึ้นเยอะ ถ้าน้อง ๆ มีพื้นฐานฟิสิกส์แน่นและมองภาพรวมของบทต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการทำข้อสอบ A-Level 69 แบบจับเวลา ถ้าน้อง ๆ รู้สึกว่าบางเรื่องยังไม่แม่น หรืออยากมีพี่ ๆ มาช่วยสรุปฟิสิกส์อะตอมแบบ Step-by-step อธิบายให้เห็นภาพ พร้อมตะลุยโจทย์ที่ออกสอบจริง อาจลองเริ่มต้นกับคอร์สเรียนฟิสิกส์ของ Applied Physics โดยที่นี่เน้นสอนแบบเข้าใจจริง ไม่ใช่แค่ท่องสูตร พร้อมเทคนิคคิดเร็ว ทำโจทย์ไว และสรุปเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องที่จำง่ายกว่าเดิม น้อง ๆ สามารถเลือกได้ทั้งแบบเรียนสดและเรียนออนไลน์ผ่านแอป AP Classroom ที่จัดเวลาเรียนได้ตามสะดวก
สอบถามรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่
โทร: 02-3060867, 02-3060868, 02-3060869, 085-4925599
LINE: @appliedphysics (มี @ ด้วยนะ)
ข้อมูลอ้างอิง
- โครงสร้างข้อสอบและตัวอย่างข้อสอบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.mytcas.com/blueprint/a-level-64-phy/
